Saturday, August 9, 2008

อะไรก็สนามหลวง



ตอนเด็ก คุณเคยเห็นพ่อแม่ ทะเลาะกันบ้างหรือป่าว ถ้าไม่เคยเลย ขอแนะนำ ให้ครอบครัวของคุณไปรับรางวัล ครอบครัวตัวอย่าง จาก อดีต ส.ว ระเบียบรัตน์ เดี๋ยวนี้ แต่ถ้าไม่ใช่ ผมก็ขอเล่าต่อไปทุกครั้งที่แม่ผม มีปากเสียง กับ พ่อ ด้วยเรื่อง เล็กน้อย หรือ โหญ่โต ยังไงก็ตาม ทะเลาะแล้ว แม่ผมก็จะแสดงความน่ารัก ด้วยการ

พาลูกออกไปเที่ยวกัน สองคน อารมณ์ประมาณว่า กูจะพาลูกหนีออกจากบ้านแล้วนะ อะไรอย่างนั้น สถานที่ยอดฮิต ที่แม่ผมพาไป มีแค่สองที่ จากการทะเลาะกันประมาณ 30 กว่าครั้ง ก็จะมี เขาดิน และ สนามหลวง แม่ผมคงจะ รู้จักทางแค่นี้กระมัง ไม่งั้นผมคงได้ไปเปิดหูเปิดตาที่อื่นบ้าง


และด้วยความชิน ที่ผมได้ไปบ่อย หรือ ระลึกชาติได้ตอนไหนก็ตามที ผมรู้สึกผูกพัน กับสนามหลวงมาก เวลา ไม่สบายใจ ก็จะไปไหว้ พระแก้วมรกต และ ศาลหลักเมือง เวลาอารมณ์ ดี ก็จะไปเมาแถว ถนนพระอาทิตย์ หรือ ตรอกข้าวสาร เวลาจิตใจหดหู่ ก็จะไปเดินท่าพระจันทร์ หรือเวลา อยากกินไรอร่อยๆ ก็ไปท่าช้าง เห็นมั้ย มันได้ทุก feel


จริงๆแล้ว ผมมีความตั้งใจ อย่างนึง ที่คิดว่าชาตินี้อยากจะทำ ก็ คือ อยากนอนค้าง กลางสนามหลวงสักคืนนึงในชีวิต เราจะได้เรียนรู้ว่า คนเร่ร่อน หรือ คนที่ไร้ญาติขาดมิตร เขารู้สึกอย่างไร เวลาที่นอนตากลม และตามองฟ้า อย่างนั้น (จริงๆผมเคยนอนกลางป่าตอนเรียน รด. มาแล้วคงไม่ลำบากมากนัก)

แต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำ และ อาจจะไม่ได้ทำ ก็ได้ ไม่รับปาก ถ้าทำแล้วจะบอกอีกที 555คำว่าสนามหลวงของผม มันค่อนข้างจะกว้างมาก มันคือทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ผมอยากจะไปสัมผัส และยังมีอีกหลายที่ รอบสนามหลวง ที่ผม ยังไม่ได้ไป อย่างวัดโพธิ์ เนี่ย ยังไม่เคยไปนวดเลย แค่เดินผ่านเท่านั้นเองผมอยากให้ สนามหลวง เป็นอย่างนี้นานๆ เผื่อว่า อนาคต ผมอาจจะไม่เหลือใคร แล้วได้มานอนพักแรมบ้างก็เป็นไปได้

หมาสับขาหลอก

วันนั้น เป็นวันพฤหัสบดี เดือน กรกฎาคม 2548 ผมเลิกงานเวลา หกโมงเย็นเศษๆ ออกมาจากออฟฟิศ แถว นอร์ทปาร์ค เขตทุ่งสองห้อง กรุงเทพมหานคร ผมออกมาขึ้นมอไซค์รับจ้าง เพื่อที่จะไปส่งหน้าปากซอยชินเขต แล้วต่อ รถเมล์กลับบ้าน ตามปกติทุกวัน หลังเลิกงาน มอเตอร์ไซด์รับจ้าง คนนี้ ลักษณะผมยาว ค่อนข้าง จะออกแนวเพื่อชีวิตเล็กน้อย ในระหว่างที่รถมอเตอร์ไซค์ ขับเคลื่อนออกจากออฟฟิศ ของผม เหตุการณ์ไม่มีอะไร น่าระทึกเท่าใดนัก มีเพียงเสียงพูดคุย อันแผ่วเบา ของ คนขับมอเตอร์ไซค์ กับ ผม คนขับมอเตอร์ไซค์ถามผมว่า เพิ่งเลิกงานเหรอครับพี่

ผมก็ตอบว่า อ๋อ ยังไม่ได้กินครับ เด๊วกลับไปกินข้าวที่บ้าน ……. ( มันไม่แปลกหรอกครับ ที่เวลา มอไซค์รับจ้างคุย กับคุณ ขณะรถกำลังวิ่ง แล้วคุณจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ด้วยความเกรงใจในมนุษยสัมพันธ์ คุณก็ต้อง feedback กลับไปโดยอาศัยความน่าจะเป็น ที่สังเกตจากการขยับปาก) ผมก็ตอบกลับไปโดยไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ก็เริ่มงง ว่า ทำไม ตอบกลับไปแล้ว มอไซค์รับจ้าง คนนั้น ก็บิดคันเร่งซะเต็มเหนี่ยวเลย

เวลาผ่านไปประมาณ ห้า นาที รถมอไซค์ก็เข้าโค้งบริเวณ หน้าโรงเรียน ราชวินิต บางเขน ผมบ่นคนเดียวในใจ มันจะขับเร็วไปไหนวะ หรือผมตอบอะไรทำร้ายจิตใจเขาหรือป่าว ผ่านโค้งไปไม่ถึงเมตรครับ ก็มีสุนัข พันธุ์ทางปรี่ออกมา ขวางทาง มอร์ไซค์ที่ผมซ้อนอยู่ พอมันเหลือบตามาเห็นรถเท่านั้นแหละ วิญญาณ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เขาสิง ครับ สับขาขวา มาซ้าย สับขาซ้ายมาขวา ไม่รู้จะไปข้างหน้า หรือ จะไปข้างหลัง สับขาหลอกไปมา จนไม่รู้ว่าจะเอายังไงกับชีวิตตัวเอง ดีที่พี่มอไซค์รับจ้างของผมไม่หลงกล ครับ หักหลบ และไปต่อได้อย่างปลอดภัย ถึงแม้ว่ารถจะเสียหลัก จนเกือบจะล้มก็ตาม อันนี้ต้องยกความดีให้กับ ประสบการณ์ของพี่เขาจริงๆ

แต่คนที่เกร็งจนเยี่ยวเหนียว ก็คือผมเองครับ นึกว่าจะต้องมาเจ็บตัวเพราะหมาซะแล้วเชียว หัวใจผมเต้นเร็วมากเลยครับตอนนั้น เพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อนเลย ถ้าผมเกิดตายไป คงจะเป็นการตายที่ไม่ค่อยน่าภูมิใจเท่าใดนัก เฮ้อ ซวยอะไรเช่นนี้ และแล้วผมก็ถึงหน้าซอยชินเขตอย่างปลอดภัย พอผม ลงจากรถมอไซค์ มอไซค์รับจ้างก็ถามผมว่า ผมถามพี่ดีๆว่า เพิ่งเลิกงานเหรอคับพี่ ทำไมพี่ต้องมาว่าแฟนผมด้วย ?????????? เวรกรำแท้ๆ ผมก็เลยอธิบายให้เขาเข้าใจ ว่าผมได้ยินมายังไง และ ตอบอะไรไป โชคดีที่พี่เขาก็ฟังเหตุผลที่ผมอธิบายออกไป ไม่งั้น รอดตายมาจากหมา อาจมาตายกับมอไซค์รับจ้างเป็นแน่เชียว

เหตุการณ์ก็ประมาณนี้นะครับ จริงๆแล้วมันดูเหมือนเรื่องตลก แต่ผมคิดว่า มีหลายคนนะครับ ที่เสียชีวิต เพราะโดนสุนัขตัดหน้า รถ หรือ มอเตอร์ไซค์ก็ตาม ที่ผมอยากบอกก็คือ สำหรับบ้านใดก็ตาม ที่เลี้ยงสุนัข และ บ้านท่านก็ อยู่ติดริมถนน ในซอย หรือ ถนนใหญ่ก็ตามครับ ขอความกรุณาท่านดูแลสุนัขท่านสักนิด นะครับ ไม่งั้นท่านอาจจะเสีย สุนัขที่ท่านรักไป และ ทำให้ ผู้อื่นเสียชีวิตได้นะครับ

หนังเรื่อง coming soon

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานแล้ว เหมือนกัน นานเท่าไหร่จำไม่ได้จริงๆ รู้แต่ว่า เหตุเกิดที่โรงหนังผมกับเพื่อนที่ ออฟฟิศ ชวนกันไปดูหนังกันประมาณ สี่ ห้า คน เพราะได้ตั๋วฟรี นั้นเอง จะปล่อยให้ลอยนวลไปใย

พอได้เวลา ผมกับเพื่อน ก็พากันเดินเข้าไปนั่งกระดิกขาในโรงทันที ไม่มีรีรอแน่นอนครับ ก่อนหนังฉายจริงจะมา ย่อมต้องมี หนังตัวอย่าง หรือ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า trailer เขียนถูกป่าววะเนี่ย อะไรประมาณนั้น ผมกับเพื่อนๆก็นั่งดู ไอ้ หนังตัวอย่าง เนี้ย ไป ดูจบหนึ่งเรื่อง
ตอนท้ายก็จะขึ้นคำว่า COMING SOON ผ่านไป สองเรื่อง สามเรื่อง สี่เรื่อง ก็จะขึ้น คำว่า coming soon ทุกครั้งไปเมื่อจบแต่ละเรื่อง

เหตุการณ์ก็ปกติ ไม่มีไร เร้าใจ จนกระทั้งเพื่อนผม ที่ชื่อ .... ไม่เอ่ยดีกว่า เพราะถ้าเอ่ยไป ครอบครัว พ่อแม่พี่น้อง ลูกหลาน เหลนโหลน มันอาจอับอายขายหน้า ต่อไปในภายภาคหน้าได้ สงสารมันมันก็หันมาถามผม ด้วยน้ำเสียงใสซื่อ กับ ตาที่บ๊องแบ๊ว อ๊อดๆ ไอ้บริษัท coming soon นี่แม่ง โคตร ดังเลยนะว่าปะ เชี้ย แม่ง ทำหนัง เกือบทุกเรื่องเลยหวะ อิจฉาแม่ง

พอผมได้ยินคำถามของ ไอ้ ..... ผมก็ทุรนทุราย หันซ้าย หันขวา ลุกลี้ลุกลนเหมือนคนอั้นขี้ แต่ไม่ได้ปวดขี้ คับแต่อั้นหัวเราะไม่ไหว ไอ้ผมเองหัวเราะแบบกั๊กๆ ไม่ค่อยเป็นด้วยดิ พอหันซ้าย ขวา แล้ว ยังไม่ค่อยมีคน ผมก็ปล่อยฮา มาเต็มสูบ พร้อมกับหันไปอธิบาย ไอ้ ....ให้มันได้เข้าใจ ต่อไป เวร

แทกซี่ DRIFT

เรื่องก็มีอยู่ว่า ....วันนั้น เป็นช่วงเวลาพักเที่ยง ในวันทำงานอันแสนจะเคร่งเครียด ผมกับเพื่อนและพี่ที่ทำงาน ก็ต้องการจะออกไป สรรหา ของอร่อยๆ มาเติมเต็มกระเพาะที่ว่างปล่าวของพวกเรา เราเริ่มจากการโบกรถแท็กซี่ หน้าออฟฟิศ ไปยังร้านอาหาร เหตุการณ์ขาไปไม่มีอะไรเร้าใจ ถึงร้าน ทานข้าว กันปกติ

แต่ขากลับระหว่างเดินกลับ ออกมาจากร้านอาหาร เพื่อเรียกแท๊กซี่ กลับออฟฟิศ เราก็คุยปรึกษาเรื่องงานกันตามประสา และก็โชคดี มีแท๊กซี่ คันนึงกำลังแล่นมาพอดี ผมก็เลยโบกรถ ด้วยท่าทางสุภาพปกติมิเคยคิดจะกวนตีนแท๊กซี่คันนั้นแต่อย่างใด แท๊กซี่ก็จอดตามคำเชื้อเชิญ ผมกับเพื่อนๆก็ขึ้นรถ บอกปลายทาง และก็หันมาคุยเรื่องงานกันต่อ รถแล่นไปสักพักด้วยความสงบ พร้อมเสียงคุยกันระหว่างผมกับเพื่อนๆแต่เหตุการณ์เริ่มไม่สงบ ตั่งแต่ เพลง nothing at all ดังขึ้นในวิทยุของแท๊กซี่คันนั้น พอเพลงขึ้นปุ๊บ แท๊กซี่แกก็เปิดเสียงซะดังลั่น ไม่เกรงอกเกรงใจ บทสนทนาที่พวกเรากำลังคุยอยู่แต่อย่างใด ราวกับกว่า ฟังคลื่นนี้มา เป็นปี เพิ่งจะเปิดเพลงถูกใจกู ไรอย่างนั้นโอเค พวกผมหยุดคุย เราเข้าใจนาย แต่การหยุดคุยของพวกผม ยิ่งทำให้เหตุการณ์ดูย่ำแย่ลง จากที่ต้องหยุดคุยกันและต้องทนฟังเพลงเสียงดังๆไป ไม่พอ ยังต้องมาทนฟังเสียงร้องคลอเพลงของแท๊กซี่คันนั้นอีกโอเคเด๊ว ก็จะถึงออฟฟิศและ ทนหน่อยและกัน อีกไม่นาน

ผมส่งสายตาให้กำลังใจ เพื่อนๆที่อยู่ในรถอีกโค้งเดียวคับพวกเราก็จะถึงที่หมาย และ หลุดจากเพลง nothing at all ซักทีแต่....ผมไม่รู้ว่า เพลง มันเพี้ยนไป หรือ เพลงมันสะดุด หรือ อะไรก็ตามแต่ ทำให้แท๊กซี่คนนั้น หงุดหงิดอะไรหรือป่าว พอถึงหัวโค้งนั้น ปุ๊ป พี่แกก็แล่นเครื่องเต็มสูบ หักโค้งปัดตูด จน ตูดผมเองแทบจะเปียกเราหลุดโค้งไปได้อย่างปลอดภัยคับ แต่พวกเราก็ได้แต่นั่งเงียบเท่านั้น ผมเองก็คิดว่า อย่างนี้นี่เองที่เขาเรียกว่าดริฟท์ เคยดูแต่ในหนัง ไม่นึกเลยว่าจะได้มาสัมผัสรสชาติด้วยตัวเอง (ผมนั่งหลังอะคิดดู)แล้วก็ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย พวกเรารีบจ่ายตังค์ อย่างรวดเร็ว และรีบลงจากรถ เพราะกลัวมันจะทำไรแผลงๆอีก ไอ้สาด

ออฟฟิศของผมอยู่บริเวณ นอร์ทปาร์ค หลักสี่ ถ้าใครทำงานอยู่แถวๆนี้ ก็ ............... หึหึ