Wednesday, September 29, 2010

คำขวัญ สตรี ศรีสยาม

krispy kreme




วันนี้ก็มีกลอนสดมาฝาก ตามกระแสนิดนึง ลองดูว่าคุณคือ หนึ่งในนั้นหรือป่าว


ต่อคิวซิว Krispy Kreme
ติดตามข่าว ฟิล์ม กับ แอนนี่
หาซื้อ iPhone 4 มาพกพา
นั่งดูละคร วนิดา อย่างตั้งใจ


กลอนนี้ อัพเดท ณ เวลาปัจจุบัน เอาไว้คราวหน้า จะมีบทกลอนใหม่
ตามสมัยนิยม นะจ่ะ

Sunday, May 23, 2010

ข้อดีของ Curfew สองครั้งในชีวิตผม

curfew


สวัสดีครับ มิตรรักแฟนบล็อค จนถึงวันนี้เราผ่านเรื่องราวเครียดๆ ทางการเมืองมามากมาย แต่สุดท้าย ทุกอย่างดูว่ากำลังจะสงบนะครับ ยังไงก็ขอให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

พักเรื่องความเครียดบ้างดีกว่า บล็อกผมไม่เน้นเครียด เน้นกวนตีนอย่างเดียว

แต่เพื่อเป็นการ share ความรู้ให้กับบางคนที่อาจจะยังไม่รู้ว่า Curfew คืออะไรนะครับ

Curfew คือสถานการณ์ที่ประกาศโดย คณะรัฐบาล หรือ คณะรัฐประหาร หรือ คณะปฏิวัติ (คือใครก็ประกาศได้แต่ต้อง มี power) โดยระยะเวลา Curfew มีผลตามที่คณะผู้ประกาศ ได้แจ้งเอาไว้ ซึ่งในระยะเวลาดังกล่าวประชาชน ไม่สมควรออกนอกเคหะสถาน เพราะจะทำให้การปฏิบัติงานของ คณะผู้ประกาศ ปฏิบัติงานบางอย่างไม่สะดวก จึง อยู่บ้านเหอะ อย่าทะลึ่งออกมา

แน่นอนครับ การประกาศ Curfew ย่อมไม่เป็นผลดีต่อประเทศ ทั้งในแง่ เศรษฐกิจ สังคม และความรู้สึกของประชาชน แต่ ในข้อดีย่อมมีข้อเสีย และ ข้อเสียย่อมมีข้อดี ตามหลัก หยิน หยาง และ ผมก็จำได้ว่าเคยได้ยิน หลักธรรมนี้ใน พุทธศาสนาเช่นกัน

ข้อดีของ Curfew ก็คือ

- ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันมากขึ้น
- ลดอบายมุขในยามค่ำคืนลงได้เยอะ
- ลดการใช้พลังงาน ไฟฟ้า ประปา น้ำมัน สำหรับเที่ยวแหล่งเริงรมย์ยามค่ำคืน
- และข้อนี้สำคัญ เพิ่มจำนวนประชากรให้กับประเทศชาติ โดย ละม่อม โดยเฉพาะคู่ข้าวใหม่ปลามัน

ก็คิดดู ถึงเวลาปุ๊บ สมมติประกาศไว้ หกโมงเย็น ก็ไม่รู้จะทำไรและ ปกติก็ยังอยู่ออฟฟิศ อยู่บนถนน อยู่กับลูกค้า อยู่เลย แต่ตอนนี้กลับต้องมาอยู่บ้านซะแล้ว คือ ร่างกายคนเรา ยังไม่ชินกับเวลานะครับ ปกติเวลานี้ยังไม่ได้นอน ร่างกายยังตื่นตัวอยู่ แรงยังเหลืออะว่างั้น อ้าวแล้วไงอะ

ก็ไม่แล้วไงคับ สำหรับคนมีแฟน อยู่กะแฟน ก็จะหันไปมองหน้ากัน ปิ๊งๆ และก็ขึ้นเหลาเต๊ง ไปออกแรงกันให้พอเลย เป็นกิจกรรมภายในครอบครัว ที่ ผมถือว่า เป็นการ กระชับวงล้อมขอคืนพื้นที่รัก ได้ดีสำหรับคู่ไหน ไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน กิ๊วกิ๊ว

และต่อไปจากเหตุการณ์นี้ไม่นาน ผมเดาว่า น่าจะมี เด็กเกิดใหม่ ชื่อว่า น้อง เคอร์ฟิว กันเป็นแถวเลยว่ามะ



Wednesday, May 5, 2010

ความเข้าใจผิดของผู้ปกครอง กับหนัง KICK-ASS




สวัสดีปีใหม่ไทยครับ สงกรานต์ บ้านเรา ไม่ได้เข้ามาอัพเดทนานเลย วันนี้เลยขอเอาซะหน่อยนึง

วันสงกรานต์ ที่ผ่านมาไม่นาน ผมก็ได้ใช้สิทธิอันชอบด้วยกฏหมาย โดยการลาหยุด หรือ Annual Leave ไปสองวันคือ 15, 16 เมษา อาจจะงง เฮ้ย บ้าป่าว 15 เมษามันหยุดอยู่แล้ว ไม่ได้บ้าคับ ที่ทำงานผมเขาให้หยุดแค่ 13, 14 เท่านั้นจริงๆ ซึ่งถ้าใครมาทำงานวันที่ 15 ก็เตรียมปิ่นโตมาเองด้วย เพราะไม่มีไรขาย ตอนเที่ยงตัวใครตัวมัน

ดังนั้นผมก็อัดยาวไป ห้าวันเต็มรวมเสาร์ อาทิตย์ ก็แน่นอนต้องออกไปเล่นน้งเล่นน้ำกะเขาบ้างตามต่างจังหวัด แต่พอหมดสงกรานต์แล้วนี่สิ จะทำไรดี ผมจึงตัดสินใจไปดูหนังดีกว่า เห็นเขาบอกว่าเรื่องนี้สนุก KICK-ASS

คือเห็นโปสเตอร์ มาก่อนหน้านี้แล้วหละ รู้สึกประทับใจกับชื่อไทยเล็กน้อย ที่ให้ชื่อว่า เกรียนโคตรมหาประลัย คือคำว่าเกรียนอะ ผมเล่น ผมโดนด่า มาได้หลายปีละ แหมะ มันจะได้เป็นที่รู้จัก ของคนทั่วไปซะที ถ้าจำไม่ผิด มีบันทึกไว้ใน พจนานุกรมไทย ฉบับ แสลง แล้วด้วยนะ ไปหาดูกัน

ก็เดินทางไปดูที่เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร แถวบ้าน ครับ ก่อนเข้าโลง เอ้ย โรง ก็ แอบสงสัยว่า ทำไมมัน rate 18+ ทั้งที่ดูโปสเตอร์แล้วมันน่าจะเป็นหนังตลกดูได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รวมถึงสตรีมีครรภ์ และที่สำคัญ รู้สึกว่า เพื่อนร่วมโรง ของผมมีเด็กชายวัยกำลังเกรียนน่าตบกระโหลกเยอะมาก ที่ผู้ปกครองพามาดู แต่สงสัยผู้ปกครองคง มองไม่เห็นคำว่า 18+ และคิดว่าเรื่องนี้คงประมาณ Spider Man แหงมๆ

ได้เวลาหนังฉาย ผมได้นั่งข้างๆ กลุ่มเด็กน้อย เหล่านั้นซะด้วย อืม คิดในใจว่า ดูเงียบๆนะน้อง อย่าเกรียน เพราะจะเจอเกรียนปลดเกษียณโบกเอา

หนังเรื่องนี้เปิดตัวมาเริ่มเรื่องคล้ายกับหนังตลก ทั่วไป แต่... ช่วงกลาง และ ช่วงท้าย มันค่อนข้างจะ โหดทีเดียว และที่สำคัญ คำว่า FUCK ที่ออกมาจากเสียงในฟิล์ม นี่ นับไม่ถ้วน

เด็กน้อย เยาวชนของชาติ ข้างๆผม ก็พูดขึ้นมาลอยๆ ประมาณว่าอยากถามผู้ปกครองของเขาว่า "ฟัก แปลว่าไรหงะ" ผมก็เลยหันไปมอง ดูดิว่าแม่น้องเขาจะตอบว่าอะไร แม่เขาก็ตอบแบบเนียนๆ พร้อมความกระอึกกระอัก มันแปลว่าไม่ดีลูกกกกกก

โอเค แม่น้องเขาผ่านไปหนึ่งคำถาม แต่บังเอิญว่า หนังเรื่องนี้มันไม่ได้โหด ดิบ อย่างเดียว แต่มัน มีล้วง บีบ ดูดปาก ถอดผ้าถอดผ่อนกันด้วยนี่ดิ พอถึงฉากนี้ ผมก็หันไปมองอีก ดูดิว่าเขาจะรับมือยังไง คำตอบคือ เด็กน้อย ทั้งหลาย หัวร่อกระโดดปรบมือ แต่คนเป็นแม่ทำหน้าเจื่อนๆ มองซ้ายมองขวาแบบว่า เลิกดูตอนนี้ยังทันไม๊ว้าาา เดินออกทางไหนดีว้าา

แต่ผมว่า ที่ผ่านมาสองกรณี มันธรรมดานะ เด็กไทยสมัยนี้รู้จักหมดแล้ว ถึงไม่รู้ตอนนี้ เด๊วอีกซัก 5-6 ปี ก็รู้เองไม่ค่อยแปลก ก็แค่ถูกติวล่วงหน้า แต่เรื่องที่ น่าเป็นห่วงคือ ฉากฆ่ากันนี้ดิ มันโหดจริงๆ นะเฮ้ยยยย ยิงหัวกันเห็นๆ เหมือนยิงแตงโม พระเจ้า เด็กมันจะเลียนแบบมั้ยเนี่ย

แล้วเรื่องก็จบลง พร้อมสาระที่ได้จากหนังเรื่องนี้ว่า ธรรมะ ย่อมชนะ อธรรม เสมอ หันไปดูผู้ปกครองของเหล่าน้องๆ แอบเห็นว่าเขาถอนหายใจโล่งอก แบบ จบๆได้ก็ดีแสรด ไม่น่าพาเด็กๆมาดูเลยกรูววว

เรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นว่า บางที โปสเตอร์ กับ rating มันก็ดูขัดแย้งกันนะ และเราคนไทย คงยังไม่ชิน กะการจัด rating หนัง เลยเชื่อในสิ่งที่เห็น มากกว่า rating ที่เขากำหนดมาให้ เป็นไงหละ ลูกๆได้ วิชา สปช. กลับบ้านไปเพียบเลยยยยยยย

Sunday, January 24, 2010

ทริปเชียงใหม่ หนึ่งคน สองคืน สามวัน

พอดีได้โอกาสอู้งานพักร้อน 2 อาทิตย์ คือจริงๆแล้วผม ก็ไม่ได้ตั้งใจจะลา โหดขนาดนี้ หรอกคับ แต่ก่อนยื่นใบลาก็แค่กะฟลุ๊ค คิดว่ายังไงเขาก็ไม่ให้หรอก ที่ไหนได้ส่งปุ๊บ approved ปั๊บ อ่ะ ซวยและ ไปไหนดีวะยังไม่ได้คิด

ด้วยความที่อยากไป เชียงใหม่ มานานแล้ว แต่ไม่เคยได้ไปสักที บวกกับ อยากขึ้นเครื่องบิน (คือไม่เคยไงอยากลอง) แต่ติดตรงที่ว่า ดันลาแบบไม่ได้ปรึกษาเพื่อนฝูง ถ้าจะไปก็ต้องไปคนเดียว เอาวะ ลองดู

เลยอยากจะแชร์ประสบการณ์ การไปเที่ยวเชียงใหม่ในแบบ ที่ผมไป เผื่อจะมีคนสนใจ เดินตามรอย ดูนะคับ


วันแรก

- ผมไปเครื่องบิน 1 2 go ครับ ไปกลับก็ 3500 (พอดีเพื่อนผมอยู่สายการบินนี้เลยให้ออกตังค์ไปก่อน และมันก็ช่วย บอก กฏ กติกา มารยาท ในการขึ้นเครื่องครั้งแรกของผมเป็นอย่างดี อย่างน้อยก็ไม่ต้องไปงึกๆ งักๆตอนขึ้นเครื่อง อายฝรั่งที่สนามบิน ขอบคุณ เพื่อนกอล์ฟ จริงๆ) เดินทางตั่งแต่ 10.20 - 11.30 โดยประมาณ

- เมื่อถึง สนามบินเชียงใหม่ ผมก็ ต้องช่วยตัวเองแล้ว โดยการเดินดุ่มๆ ออกไปหน้า สนามบิน เป้าหมายของผมคือ ต้องไปพักแถว ท่าแพ ให้ได้ หันซ้าย หันขวา อ้าว เฮ้ย มีตุ๊กๆ ผ่านมาพอดี ก็เรียกสิครับ ตกลงราคา จากสนามบิน ไป ท่าแพ ก็ 80 บาท จัดไป

- พอถึง ท่าแพ ก็แวะถ่ายรูป กำแพง ประตูเมือง สักนิด ก่อนเดินหา ที่พัก คือ ค่อนข้างมั่นใจ ว่าไม่เต็ม เพราะไปวันธรรมดา และก็จริง ผมได้ไปพักที่ โรงแรม ท่าแพ เพลซ สองคืน สามวัน 750x2 = 1500 บาท รวม breakfast

- ได้ที่พักเสร็จก็ออกไปหา ข้าวกิน ยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยตื่นเต้นจัด แต่ที่น่าผิดหวังคือ อาหารพื้นเมืองหายาก มากแถวท่าแพ ส่วนใหญ่จะมีก็แต่ อาหาร ฝรั่ง ต่างๆ เพราะแถวนั้นฝรั่งเยอะมาก ก็เข้าใจร้านอาหารแถวนั้น ฝรั่งคงไม่ถนัดกิน ข้าวซอย ไส้อั่ว เท่าไหร่

- เสร็จจากการทานอาหาร เช้า ในเวลา บ่ายๆ ผมก็ไม่รู้จะทำอะไรและ เลยกลับห้องไปนอนพัก รอมืดค่อยออกตระเวณราตรี กันแถว ถนน นิมมานเหมินต์

- เมื่อถึงเวลาค่ำ ผมก็เดินจาก ประตูท่าแพ ไปตามรอบคูเมือง ดู กำแพงเก่า รอบคู ซึ่งผมว่ามัน ขลังดี เดินไปเรื่อยๆ จนถึง กาดสวนแก้ว ซึ่งตอนแรกผมคิดว่าน่าจะมีไรให้ดูเยอะ แต่ กลับไม่ค่อยมีอะไร เท่าไรในยามค่ำคืน จึงเดินต่อไป ยังถนน นิมมานเหมินต์ (บอกก่อนว่า ผมใช้ google map ในมือถือ ของผมตลอดการเดินทาง ไม่งั้นคงหลงแน่นอน)

- พอถึง ถนนนิมมานเหมินต์ ก็สมใจนึกคับ ผู้คนคึกคัก ของกินคึกครื้น และ ที่สำคัญ นักศึกษา มช. คับคั่ง อิอิ
ก็เลย นั่งกินข้าว จิบเบียร์ แถวนั้น ซึบซับบรรยากาศยามราตรี

- หมดหนึ่งคืน กลับห้องนอน

วันที่สอง

- ผม ตัดสินใจ หาเช่ามอไซค์ เพื่อจะได้ ตระเวณ รอบเมืองได้ง่าย และ ทั่วถึง ผมได้ มอไซค์รุ่น honda phantom ราคาก็ 600 บาท มัดจำ 4000 พร้อมบัตรประชาชน (จริงๆไม่อยากขับรุ่นนี้ เพราะไม่เคยขับ และรถมันใหญ่ แต่ รุ่นเบากว่านี้ ไม่เหลือแล้วคับพี่น้อง ขับง่ายคนอื่นก็เช่าไปหมด)

- ได้มอไซค์เสร็จก็ขับ ไปเติมน้ำมัน พร้อมทั้ง ทำความรู้จัก กับ เจ้า phantom ตัวนี้ ให้ดียิ่งขึ้น

- สถานที่แรก ที่ไป โดย ขับมอไซค์เช่าไปเองก็คือ สวนสัตว์เชียงใหม่ ผม ขับจาก ท่าแพ ตรง ไปตามถนนห้วยแก้ว เรื่อยๆ เด๊วก็เจอ แต่วันนั้น เป็นวันรับปริญญา มช. พอดี คับ รถติดสุดๆ มอไซค์ก็ใหญ่ คลัทช์ ก็แข็ง เหนื่อยข้อมือกันเลยจริงๆ

- พอถึง สวนสัตว์เชียงใหม่ ผมก็เลย ไปไหว้อนุสาวรีย์ ครูบาศรีวิชัย ก่อน (จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจเลยไปไหว้ก่อนคับ แต่ผมขับมอไซค์เพลินเลยสวนสัตว์ขึ้นไป ก็เลยแวะไหว้ก่อนกลับรถ) ค่าเข้าสวนสัตว์ ผู้ใหญ่ก็ 50 เด็ก 30 ครับ เข้าไปถึง ก็ ขึ้นรถทัวร์ภายในสวนสัตว์เลย 20 บาท พร้อม guide ตลอดเส้นทาง (สวนสัตว์ใหญ่มาก ถ้า มั่นใจใน ศักยภาพการเดินมาราธอนของตัวเอง ก็ เดินได้ครับ แต่กว่าจะครบคงมืดพอดี)

- เสร็จจากสวนสัตว์เชียงใหม่ ผมก็บึ่งมอไซค์ กลับท่าแพทันที รู้สึกเพลียอย่างบอกไม่ถูก เพราะ รถติด ร้อน รถมอไซค์ก็คันใหญ อู้ววววว ไม่ฟิตจิง อย่าเลียนแบบ อาจล้มป่วยได้

- พอกลับถึงห้อง พักเหนื่อย รอมืดอีกเช่นเคย มืดเสร็จก็ออกหาข้าวทาน แถวไนท์บาซ่าร์ กินเสร็จก็ ขับมอไซค์เล่น เรื่อยเปื่อย หลงไปเรื่อย แต่โชคดีมี google map ช่วย ไม่ต้องอาศัยดูดาวเหนือเอา

- หมดไปอีกหนึ่งวัน

วันสุดท้าย

- วันนี้ผม plan ไว้ว่า ผมจะ ขึ้นไปไหว้ พระธาตุดอยสุเทพ ด้วยมอไซค์ที่เช่ามา แต่ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาเมื่อวาน ทำให้ผมรู้ซึ้งว่า ไม่ไหวแน่ แค่ขับไปสวนสัตว์ก็จะตายแล้ว ขืนขับ phantom ขึ้นเขา คงไม่ไหว ถึงไหว ก็กลับมา check out และ คืนรถ ไ่ม่ทัน เที่ยง และถ้าร้ายแรงกว่านั้น ก็ตกเครื่องบินอีก

- ผมเลยตัดสินใจ ไปคืนรถ และ check out ก่อนเลย หลักจากนั้นก็ นั่งตุ๊กๆ ไปยัง สวนสัตว์เชียงใหม่ เพื่อไปขึ้นคิวรถแดง ที่จะขึ้นไป ดอยสุเทพ ในราคา 80 บาท 3 คน (จริงๆ ต้องรอ 10 คน แต่วันนั้นไม่มีคนจริงๆ เลย ตกลงกะฝรั่งร่วมรถ ว่า 80 นะ เอามั้ย ไปเลย เขาก็ตกลง แต่ถ้าครบ 10 คน ราคาจะถูกกว่า 80 บาท)

- แล้วรถก็ออกเดินทางจาก หน้าสวนสัตว์เชียงใหม่ ขึ้น ดอยสุเทพ ระหว่างทาง ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดี ที่ไม่ทะลึ่ง ขี่มอไซค์มาเอง ไม่งั้นอาจเกมแน่นอน ทางชัน และ คดเคี้ยว สุดๆ ตัดสินใจถูกละกู

- ถึง วัดพระธาตุดอยสุเทพ ก็ ขึ้นไปไหว้ พระธาตุดอยสุเทพ ตามปกติ แต่ช่วงนี้ เจดีย์พระธาตุ มีการซ่อมบำรุง อาจไม่ได้เห็นความสวยงามเต็มตา แต่ก็ได้กราบไหว้ เป็น สิริมงคล ถือว่าคุ้มแล้วคับ

- เสร็จจากวัดพระธาตุดอยสุเทพ ผมก็ ขึ้นรถต่อไป ดอยปุย โดยอัตราค่าโดยสาร 160 บาท ไปกลับ รอประมาณ 4 คนรถถึงออก

- พอถึงดอยปุย ก็แวะถ่ายรูป ดอกฝิ่น ชาวเขา ซื้อของฝาก ตามประสา เสร็จและก็กลับมาที่ วัดพระธาตุดอยสุเทพเช่นเดิม

- ขากลับ ผมนั่งรถแดงจาก หน้าวัดพระธาตุดอยสุเทพ มาถึง กาดสวนแก้ว และ ต่อ ตุ๊กๆ ไปสนามบิน ทันเวลา ขึ้นเครื่อง พอดี คุณพระคุ้มครอง

จบแล้วกับทริปโดดเดี่ยว อิน เชียงใหม่ ผมรู้สึกประทับใจ กับ นิสัย ของคนที่นั้นนะครับ ค่อนข้าง อ่อนหวาน ซื่อ เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว และผมรู้สึกปลอดภัย ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในเชียงใหม่ แม้ว่าผมจะไปคนเดียวก็ตาม อืมม แปลกดี อยู่จังหวัดนนท์ บ้านผม ยังไม่รู้สึกปลอดภัยเท่านี้เลยอะ

สุดท้ายก็ อยากแนะนำให้ทุกคน ลองไปเที่ยวดูนะคับ แต่ตอนที่ผมไป อากาศก็ไม่ค่อยต่างกะ กทม เท่าไรนัก ถ้าจะไป ก็ดูพยากรณ์อากาศกันเองและกัน ว่าช่วงไหน หนาว ช่วงไหน ไม่หนาว เด๊วไปถึงแล้ว จะได้ไม่ fail สำหรับคนอยากไปสูดอากาศหนาว เมืองเหนือ

Monday, January 18, 2010

เปลี่ยนงานใหม่ วัฒนธรรมใหม่ มีงี้ด้วยเว้ย




ตอนนี้ผมได้ทำงานที่ใหม่มาได้ สี่เดือนแล้วครับ บริษัทใหม่ที่เป็นหม้อข้าวหม้อแกงของผมขณะนี้ อยู่ในตึก ชาญอิสระ สอง เพชรบุรีตัดใหม่ ที่ผมบอกว่า "เปลี่ยนงานใหม่ วัฒนธรรมใหม่ มีงี้ด้วยเว้ย" ก็เพราะว่า บริษัทใหม่นี้ เป็นบริษัท นานาชาติ นั้นเอง

บริษัทนี้มีหลายเชื้อชาติ ให้ได้ดู ให้ได้เห็น ความแปลกใหม่ ไม่จำเจ เหมือนเวลาทำงานกะคนไทยล้วนๆ อย่างเดียว มีอะไรหลายๆอย่างที่ดูแปลกไปจากการทำงานกับคนไทย แต่ผมขอยกตัวอย่าง อันที่มัน โดนๆ และกัน

วัฒนธรรมการใช้ห้องน้ำ

ผมสังเกตุได้ว่า บรรดาฝรั่งผมทอง ส่วนใหญ่ มักจะ proud to present มากมาย เวลายืนปัสสาวะ พวกนี้เขาจะ ไม่ยืนชิด กระมิดกระเมี้ยน เหมือนพี่ไทยนะครับ พี่แกจะยืนห่างเป็นวา โชว์น้องชาย ตัวอวบอ้วน แก่สายตาชาวโลกให้ ผู้ชายไทยได้อิจฉากัน ยิ่งกว่านั้น พอทำธุระเสร็จสรรพ ท่านก็จะ สะบัด แบบไม่เกรงใจโถข้างๆ ว่าจะโดนน้ำตาน้องชายของท่านบ้างเลย ดังนั้นเวลา เลือกโถปัสสาวะ กรุณาเลือก โถ เว้น โถ เป็นการ play save ที่สุด

วัฒนธรรมการพูด สำเนียง

ผมก็พยายามศึกษา ภาษาอังกฤษ เพื่อใช้ฟัง สนทนา กับเพื่อนร่วมงาน ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะการ พูด และ การฟัง พูดตรงๆว่าไอ้ที่เรียน มาตั่งแต่ตอน ป.5 นะ สำเนียง มันใช้ไม่ได้เลย เพราะผมเรียนกะอาจารย์คนไทย ต้องทำใจ (โรงเรียนวัด) เลยต้องเริ่มหัดฟัง หัดพูดกันใหม่

ซึ่งเวลา ฝรั่ง หรือ คนต่างชาติอื่นๆ เขาพูดกัน อย่างถูกวิธี จะต้องมีการ แลบลิ้น ห่อลิ้น ออกเสียง sssss , zzzzzz (ระวังน้ำลายด้วยเวลาฟัง) รวมทั้งอาการขณะพูด เช่น เหลือกตา, ยักไหล่, ทำปากเบะ, ส่ายหน้า วัฒนธรรมเหล่านี้เราไม่เห็นในคนไทยด้วยกันหรอกคับ ซึ่ง ดูแล้วก็ฮาดี โดยเฉพาะเวลาผมเห็น ฝรังทำปากเบะ ส่ายหน้า และพูดว่า I don't know....

วัฒนธรรมด้านการจ่ายตังค์

เพื่อนร่วมงานที่นี้ เวลาคุณ กินข้าว หรือ ทำกิจกรรม ไรก็ตาม ที่ใช้เงิน ทุกอย่าง fifty fifty คับ American share หารกันลงตัวเปะๆ ไม่มี เสียเปรียบ ได้เปรียบ อย่างหวังว่า จะมีใครเลี้ยงคุณ ยกเว้นคุณจะเลี้ยงเขาเอง ซึ่งผมก็ โอเคนะ มัน fair ดีคับ

วัฒนธรรมด้านเวลา

ที่นี่ ค่อนข้างตรงเวลา คับ โดยเฉพาะเวลาประชุม ถ้าเขาส่งอีเมล์ meeting มาให้คุณแล้ว และคุณตอบรับไปแล้ว พอถึงเวลา เขาจะไม่มาตาม ไม่เรียก เจอกันห้องประชุม ทีเดียว

และเวลาการทำงาน อันนี้ผมชอบมาก ถ้าเทียบกับบริษัท คนไทย หัวใจ อะลุ่มอะหล่วย ที่นี้ เปะๆคับ เวลาทำงาน 8 ชั่วโมง ครบ 8 ก็กลับบ้าน ถ้าอยู่ (ในกรณีพิเศษ) ต้องมีการจ่าย พิเศษ ตามลักษณะของงาน ถ้าไม่มี ไม่ต้องทำ (หรือจะทำก็ได้ถ้าคุณมีความเมตตาสูง ถึงขั้น)


ก็มีประมาณเท่านี้หละคับ วัฒนธรรมอย่างอื่น ยังไม่เห็น ไว้เห็นแล้วจะมาเขียนเพิ่มเติมอีกที ราตรีสวัสดิ์